ใช้รับประทานเหง้าของขมิ้นชัน โดยการปอกเปือกหรือตากแห้งแล้วบดเป็นผงใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง และแบบผงบรรจุแคปซูลเพื่อความสะดวกแก่การรับประทานขมิ้นชันมีประโยชน์และสรรพคุณหลายประการ ดังนี้ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ, ซี, อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ เปล...ี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็งตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลีกินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูอวัยวะ รับประทานเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ารับประทานขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะทำหน้าที่ขับไขมันในตับกินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ไม่ใช่กินเป็นยา ต้องกินให้สนุกใช้ปรุงอาหารกินบ้าง หุงข้าวก็ใส่ขมิ้นชันได้ ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากิน และยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดปลาได้เป็นบางส่วนถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นบดเป็นผง ต้องนำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นแห้ง ความร้อนไม่ควรเกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้นเวลา 03.00 - 05.00 น. ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังเวลา 05.00 - 07.00 น. ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ อยู่เป็นล้านๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้เวลา 07.00 - 09.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อมเวลา 09.00 - 11.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวกับม้าม ลดอาการของโรคเก๊าต์ ลดอาการเบาหวานเวลา 11.00 - 13.00 น. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ถ้ากินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลยเวลา 11.00 น.ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ แล้วตับจะส่งมาที่ปิด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่งเวลา 15.00 - 17.00 น. ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงือกออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้กินเหลือเลยเวลาจากช่วงนี้ จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยอ่อนเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากๆ จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่ายๆ และช่วยขับไขมันในตับ ถ้ากินปริมาณมากกินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมีไม่มีสเตรอยที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ ถ้ากินขมิ้นชัน แบบผง 1 ช้อนชา ใช้ผสน้ำ 1 แก้ว (ไม่เต็ม) ขมิ้นชันจะไหลผ่านส่วนต่างๆ ตั้งแต่- ผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ ไปผ่านปอดช่วยดูแลปอดให้หายใจดีขึ้น ลดความชื้นของปอด- ผ่านม้าม ก็ลดไขมัน และปรับน้ำเหลืองไม่ให้น้ำเหลืองเสีย- ผ่านกระเพาะอาหาร ก็จะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร- ผ่านลำไส้ ก็สมานแผลลำไส้- ผ่านตับ ก็ไปบำรุงตับ ล้างไขมันในตับขมิ้นชันยังช่วยดูแลเซลล์ต่างๆ ที่ฉีกขาดก็จะไปเชื่อมให้ และไปกวาดขยะ กวาดไขมันมากองไว้ ถ้าจะอุ้มขยะไปทิ้งโดยการถ่ายก็กินอาหารปกติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ ที่มีกากใย หรือกินน้ำลูกสำรอง (พุงทลาย) เพื่ออุ้มไขมัน อุ้มแก๊สไปทิ้งคนธาตุเบา แสดงว่ามีการระคายเคือง อักเสบ เป็นแผลเรื้อรังบางอย่างที่ผนังลำไส้เป็นอาจิณคนธาตุหนัก แสดงว่าปลายประสาทลำไส้ใหญ่เสื่อม อาจเกิดจากการกินยาถ่ายเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อย ทั้งธาตุเบาและธาตุหนักไม่ดีทั้งคู่ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่ามีปัญหาที่ลำไส้ และปลายประสาทลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หากปล่อยไว้วันข้างหน้าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ควรกินขมิ้นชันเป็นประจำ เพื่อค่อยๆ ปรับให้เข้าที่แล้ว จะกลับมาถ่ายเป็นปกติข้อมูลจาก : www.nathasorn.com

กินปรับพันธุกรรม 

เรื่องที่ฮอทในวงการโภชนาการช่วงนี้คือ เรื่องของอาหารที่มีผลต่อยีนซึ่งจะช่วยเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของมนุษย์ได้ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาถึงการทำงานที่สัมพันธ์กันของ

ยีน อาหาร และไลฟ์สไตล์ของคนเรา และเชื่อว่าปัจจัยทั้ง 3 นี้มีผลต่อสุขภาพคือ

•คนที่เป็นโรคทางพันธุกรรมมาตั้งแต่กำเนิด เช่น ธาลัสซีเมีย ดาว์นซินโดรม ตาบอดสี อาหารจะ...ควบคุมยีนให้มีลักษณะเปลี่ยนไปจึงส่งผลต่อความรุนแรงของโรค และมีส่วนในการปรับปรุงยีนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวต่อรุ่นลูกรุ่นหลาน

 

•คนที่พ่อแม่มีโรคทางพันธุกรรม แต่ตัวเองยังไม่เป็นโรค เช่น โรคเบาหวาน มะเร็ง การ กินอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอาจกระตุ้นการเกิดโรคได้ ในทางกลับกันหากได้รับคำแนะนำด้านโภชนาการที่ถูกต้อง

อาจจะเปลี่ยนโครงสร้างของยีนให้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเกิดโรค และอาจลดความเสี่ยงในรุ่นลูกหลานได้มากขึ้นด้วย

ปัจจุบันในต่างประเทศเริ่มมีการตรวจยีนที่เกี่ยวข้องกับอาหารและแนะนำให้บริโภคอาหารตามยีนแล้ว ในประเทศไทยจะมีที่โรงพยาบาลเอกชนและศูนย์สุขภาพความงามชั้นนำ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยนักวิจัยจะใช้ข้อมูลในรหัสของยีนเป็นเครื่องมือในการเลือกอาหารที่จะช่วยส่งเสริมการทำงานของยีน เปรียบเสมือนเรามีแผนที่สุขภาพที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีเลิศไปตลอดชีวิต 

ยีนดียีนไม่ดี 

ในความเป็นจริงคนเรามีทั้งรหัสพันธุกรรมดีและไม่ดีฝังอยู่ในยีน และในหลายๆ กรณี เราสามารถปรับเปลี่ยนรหัสเหล่านี้ได้ด้วยการเลือกกินอาหารที่ดี จริงอยู่ยีนกำหนดจุดด้อยหรือความอ่อนแอของสุขภาพทำให้เราป่วย แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อากาศที่เราหายใจ และสารพิษที่ได้รับล้วนแต่มีผลต่อชีวิตและสุขภาพของเรา ฉะนั้นหากรู้ได้ว่าเรามียีนแบบไหน ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนอาหารและไลฟ์สไตล์ตามยีนได้ 

7 อาหารบำรุงยีน 

1.บร็อคโคลี ดอกกะหล่ำ ผักแขนง

สารอาหาร : สารกลูโคไซในเลท (Glucosinelates)

ประโยชน์ : กระตุ้นการทำงานของยีนที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งหากยีนทำงานดีอยู่แล้ว แต่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารพิษหรือกินยาหลายชนิด ร่างกายอาจขจัดสารพิษออกได้ไม่เต็มที่ 

2.ถั่วเหลือง
สารอาหาร : สารเจนนิสทีน (Genistein)
ประโยชน์ : กระตุ้นยีนที่ทำหน้าที่เพิ่มระดับเอชดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอลที่ดีในเลือด 

3.ไวน์แดง
สารอาหาร : เรสเวอราทอล (Resueratral)
ประโยชน์ : กระตุ้นการทำงานของยีนที่ป้องกันเนื้อเยื่อถูกอนุมูลอิสระทำลาย
 
4.มะเขือเทศ
สารอาหาร : สารไลโคฟีน
ประโยชน์ : ชะลอการทำงานของยีนที่กระตุ้นเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก 

5.น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส
สารอาหาร : กรดกวามาไลโนเลนิก
ประโยชน์ : ลดการทำงานของยีนที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม และเซลล์เนื้องอกที่อันตราย 

6.ขมิ้น
สารอาหาร : เคอร์คิวมิน
ประโยชน์ : ช่วยยับยั้งยีนที่ทำให้เกิดการอักเสบ
 
7.ปลาทะเลน้ำลึกหรือแฟลกสีด
สารอาหาร : โอเมก้า 3
ประโยชน์ : ช่วยชะลอยีนที่ทำให้เกิดการอักเสบ

ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่า อาหารมีผลต่อการทำงานของยีน และไม่มีอาหารชนิดใดชนิดเดียวที่จะเหมาะกับทุกคน สำหรับคนที่ไม่มีโรคทางพันธุกรรม ก็สามารถนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้เป็นแผนที่สร้างสุขภาพดีได้เช่นกันค่ะ

ในแต่ละวันหากร่างกายไม่ได้รับกากใยอาหารอย่างเพียงพอจะเกิดปัญหากับระบบขับถ่าย ท้องผูก และเกิดมะเร็ง

ลำไส้ใหญ่ได้ ในผักและผลไม้มีกากใยอาหารหรือไฟเบอร์สูง แบ่งออกเป็นชนิดละลายน้ำกับชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ชนิดที่ละลายน้ำได้จะช่วยลดคอเลสเทอรอลได้อีกด้วย พบใน คะน้า บล็อกโคลี่ กระเจี๊ยบ ถั่วลันเตาทั้งฝัก ถั่วเหลือง ถั่วแดง ส้ม...ลูกพรุน แคนตาลูป แอ๊ปเปิ้ลและสตรอว์เบอร์รี่ ส่วนชนิดไม่ละลายน้ำพบมากในผักผลไม้ทั่วไป  

กินผักผลไม้ต่างสี วันละเท่าไรถึงจะพอ

วิธีกินผักที่ถูกต้องคือ ควรเลือกกินผักอย่างน้อยวันละ 3 ชนิด เป็นผักที่มีสีเขียวจัด 2 ชนิด ชนิดละประมาณ 1/2 ถ้วยตวง เช่น คะน้า บล็อกโคลี่ ผักโขม ผักบุ้ง ตำลึง กระเจี๊ยบเขียว เนื่องจากผักสีเขียวจัดมีสารจำพวกโฟเลท ช่วยป้องกันโรคหัวใจ สมองเสื่อม และยังป้องกันความผิดปกติในระบบประสาทของทารกในครรภ์ ส่วนผักอีกชนิดที่เหลือให้เลือกสีอื่นตามชอบ 

สำหรับผลไม้แนะนำให้กินผลไม้ที่มีแบต้าแคโรทีน หรือแคโรทีนอยด์สูง คือ พวกที่มีสีส้มจัดหรือเหลืองจัดวันละหนึ่งชนิด พวกที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอสุก สับปะรด หนึ่งชนิด และอีกหนึ่งชนิดตามชอบ ในปริมาณอย่างละ 1 ถ้วยตวงต่อวัน 

กินสด ต้ม ผัด...วิธีใดดีกว่ากัน 

ความร้อนและระยะเวลาในการปรุงอาหารทำให้วิตามินบางชนิด เช่น วิตามินซีและบี สลายไป ส่วนวิตามินอื่นๆ ที่ทนต่อความร้อนได้ก็จะมีปริมาณลดลง เช่น วิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี เค และเบต้าแคโรทีน รวมทั้งแร่ธาตุ แต่มีผักผลไม้บางชนิดที่แนะนำให้ปรุงก่อนรับประทาน เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารที่มีประโยชน์ไปใช้ได้มากขึ้น ลองดูตัวอย่างดังนี้ค่ะ 

•การกินมะเขือเทศสดๆ ให้วิตามินซีสูง แต่เมื่อนำไปปรุงโดยเติมน้ำมันเล็กน้อย จะช่วยให้ผนังเซลล์ของมะเขือเทศปล่อยสารไลโคพีนซึ่งม

ีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและโรคหัวใจ

•บล็อกโคลี่สดให้วิตามินซีสูง เมื่อผ่านความร้อนวิตามินซีและบีจะลดลงมาก แต่วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ยังคงอยู่

•การกินแครอทปรุงสุกด้วยน้ำมัน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึม “เบต้าแคโรทีน” ได้ดี

•ผลไม้ที่กินได้ทั้งเปลือก ควรกินเปลือกด้วยเพราะมีสารที่เป็นประโยชน์อยู่ที่เป

ลือก เช่น แอ๊ปเปิ้ลแดงมีสารฟลาโวนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง ส่วนเนื้อจะมีใยอาหารชนิดละลายในน้ำและวิตามินซี

ผักผลไม้แหล่งรวมสารพิษ 

ผักผลไม้มีประโยชน์แต่ก็อาจทำให้เกิดโทษได้ เพราะปัจจุบันมีการเก็บเกี่ยวพืชผักก่อนเวลาสลายตัวของยาฆ่าแมลงทำให้ร่างกายสะสมสารตกค้างเหล่านี้ไว้ โดยเฉพาะคนที่กินผักหรือผลไม้ซ้ำๆ กัน จะได้รับสารเคมีตัวเดิมเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย รวมทั้งเชื้อโรคและพยาธิชนิดต่างๆ 

วิธีที่ดีที่สุดคือการรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลาย ควบคู่ไปกับเทคนิกการล้างผักผลไม้คู่ครัว ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีให้เลือกใช้ได้ตามสะดวก 

1.ล้างแบบน้ำไหล ล้างผักในตระแกรงให้น้ำไหลผ่าน หรือคลี่ผักเป็นใบๆ แล้วเปิดน้ำไหลสัก 2-3 นาที จะช่วยชะสารตกค้างในผักผลไม้ได้ดี

2.ผสมเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา กับน้ำอุ่น 6-7 ลิตร แช่ผักประมาณ 10-15 นาที เบกกิ้งโซดาจะทำปฏิกิริยาทำให้ยาฆ่าแมลงละลายไปกับน้

ำ หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผักเปลี่ยนสี จากเขียวสดเป็นสีเขียวแก่เวลาปรุง วิธีนี้ช่วยลดสารพิษตกค้างได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์

3.ผสมกลือ 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 4 ลิตร หรือผสมน้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วยตวงกับน้ำ 5 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนนำไปปรุง

4.ใช้น้ำยาล้างผักและผลไม้ หรือละลายด่างทับทิม 4-5 เกล็ด กับน้ำ 5 ลิตร ให้พอเป็นสีชมพูอ่อนๆ แช่ผักและผลไม้ทิ้งไว้ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้

5.ผลไม้ที่กินทั้งเปลือก เช่น แอ๊ปเปิ้ล ฝรั่ง ควรใช้ฟองน้ำหรือใยบวบล้างและถูเบาๆ ส่วนผลไม้ที่เราไม่ได้รับประทานทั้งเปลือก เช่น ส้ม แตงโม แคนตาลูป ก็ควรล้างเปลือกให้สะอาดก่อน เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อโรคติดอยู่ที่ผิวซึ่งจะติดมือหรือมีดแล้วปนเปื้อนไปกับเนื้อผลไม้ 

อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Health นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 7 ฉบับที่ : 83 เดือน : ธันวาคม 2550

ร้อนใน ไมเกรน ฉี่บ่อย ปัญหาสายตา .... มาจาก ถุงน้ำดีข้น !    

หน้าที่ของถุงน้ำดีในถุงน้ำดี (Gall Bladder) จะมีน้ำดี (BILE) ซึ่งถูกขับออกมาจากตับน้ำดีที่ถูกขับออกมาจากตับโดยตรงนั้น จะเป็นน้ำดีซึ่งยังใสอยู่ ขับออกมาแล้วเอาไปพักไว้ที่ถุงน้ำดีก่อน

 เ...มื่อน้ำดีสะสมมากขึ้น ๆ ในถุงน้ำดี จนเมื่อถึงเวลาที่อาหารตกถึงท้อง และ ลำไส้แล้ว น้ำดีก็จะถูกขับออกไปช่วยในการย่อยไขมัน หน้าตาของถุงน้ำดี   ถุงน้ำดี (Gall Bladder) อยู่ติดกับตับ (Liver)   อาหารที่เป็นศัตรูร้ายของถุงน้ำดีคือ น้ำมันพืช   เพราะน้ำมันพืชจะไม่ละลายในน้ำ เมื่อทานอาหารผัดน้ำมัน น้ำมันจะเข้าไปเคลือบกระเพาะสำไส้ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่สามารถแทรกน้ำมันเข้าไปให้ร่างกายดูดซึมได้ จะมีผลให้  

1. ถุงน้ำดีข้น เพราะไม่สามารถดูดซึมน้ำเข้าไปเจือจาง เมื่อข้นมาก ๆ ก็จะจับตัวเป็นนิ่วในถุงน้ำดีถุงน้ำดีมีผลต่อระบบหมุนเวียนเลือด ถุงน้ำดีข้น ทำให้เลือดไหลขึ้นไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าน้อย เกิดอาการเวียนหัว ผมร่วง ไมเกรน ตาต้อ ฝ้า ปวดตามแนวหลัง สะโพก ขาด้านหลัง น่อง และอื่น ๆ   เส้นเลือดที่ถูกกระทบเพราะถุงน้ำดีข้น (ตา หู คอ จมูก ใบหน้า)    

 2. ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินที่ละลายในน้ำได้ คือ วิตามินบี และ ซี ขาดวิตามินบี ทำให้สมองไม่สดใส ควบคุมอารมณ์ยาก โมโหหงุดหงิดง่าย และ มีอาการอื่น ๆตามมาขาดวิตามินซีทำให้เกิดการติดเชื้อง่าย เป็นหวัดง่ายหายยาก อาการที่น้ำมันพืชไปเคลือบลำไส้ จนดูดซึมน้ำไม่ได้นี้ แพทย์แผนจีนเรียกว่า "ระบบดูดซึมเสีย" ผลกระทบคือ เมื่อทานน้ำเข้าไป 100% แทนที่น้ำจะพาวิตามินบี และ ซี และถูกอวัยวะภายในดูดซึมไปใช้ แล้วเหลือผ่านมา30-40% แล้วไตก็ค่อยนำไปทิ้งเป็นปัสสาวะ กลับทำให้ ทานน้ำ 100% ร่างกายดูดซึมไม่ได้เลย ไตก็ทำงานหนักนำน้ำ 100% พร้อมวิตามินบี และ ซี ไปทิ้งเป็นปัสสาวะ ภาวะต่อมาคือภาวะไตอักเสบ ต้องล้างไต หรือ ไตวายคนที่ระบบดูดซึมเสีย จึงทานน้ำแล้วฉี่เร็ว และ บ่อย  
 
วิธีแก้ภาวะระบบดูดซึมเสีย คือ
1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำมันพืช

2. ล้างระบบดูดซึม มีหลายวิธี เช่น สูตรนมสดโยเกิร์ตน้ำผึ้งมะนาว, ชามะละกอ, ดื่มปัสสาวะ หรือ ไวทาไล๊ท์

วิธีทำชามะละกอ

มะละกอดิบ ที่ใช้ตำส้มตำ นำมาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก  ประมาณ 6-8 ชิ้นต่อน้ำ 2-3 ลิตร จะขาดจะเกิน ไม่ผิด (ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้บูดง่าย มะละกอดิบที่เหลือ ใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป)  และ ใบเตย หรือ เก๊กฮวย อย่างใดอย่างนึง กะเอาเอง    ต้มในน้ำ จนเดือด พอเดือดได้ประมาณ 1 นาทีให้ปิดไฟทันที อย่าต้มต่อ  เอามะละกอ กับ ใบเตยทิ้ง (อย่าปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ)ใส่ใบชา ลงไปแช่ประมาณ 4 นาที ห้ามแช่นานกว่า 4 นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมา ทำให้ท้องผูก  แล้วตักใบชาทิ้ง   จะได้น้ำชามะละกอ  ดื่มร้อน หรือ เย็นได้    น้ำชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็น เก็บไว้ได้ประมาณ 2 วัน  เกินกว่านั้นจะบูด  (ยางมะละกอล้างไขมัน, ใบเตยให้ความสดชื่น, ชาดับกลิ่นมะละกอ)หากไม่ใส่ใบเตย หรือ เก๊กฮวย ดื่มแล้วก็อาจจะอ่อนเพลีย เพราะยางมะละกอเข้าไปล้างอย่างเดียว ไม่ได้เพิ่มสารอาหารชนิดอื่น แต่ใบเตย หรือ เก๊กฮวย จะทำให้สดชื่น

โดย...คุณทราย บ้านเพื่อสุขภาพ