การเดินทาง...ของ "แม่" คนหนึ่ง 

ฉันพบกับเรื่องราวของ ' ผู้เป็นแม่'   ที่น่าเศร้าใจเรื่องหนึ่ง 
ในวันที่สามของการไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี 
สมุติว่าแกชื่อว่า... ' ป้าใจ' ก็แล้วกันนะคะ 
ฉันได้รู้จักกับแกก็เพราะว่า... 
เจ้าหน้าที่ให้ฉันย้ายข้าวของออกจากโรงเรือนที่นอนมาแล้วสองคืน ไปหาที่นอนใหม่ 
เพราะว่าจะมีคณะของทหาร (ไม่รู้มาจากหน่วยไหน) ประมาณ 300 นาย 
ถูกส่งมาฝึกปฏิบัติกรรมฐานในบ่ายวันนั้น 
ฉันหอบของเดินมาที่โรงเรือนใกล้ ๆ กัน เปิดประตูเข้าไป มองเห็นที่ว่างอยู่ จึงตรงปรี่ไปที่นั่นทันที 
และตรงนั้น มีป้าใจ กำลังนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่ 
แรก ๆ ฉันออกจะไม่ไว้ใจป้าแกนัก เพราะแกบอกว่า แกเป็นคนร่อนเร่ 
ร่อนเร่ไปตามวัดต่าง ๆ ไปอาศัยข้าววัดกิน อาศัยที่วัดนอน... 
ออกจากวัดนั้น ไปวัดนี้ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดมุ่งหมาย... 
ใครบอกที่วัดไหนมีคนไปเยอะ แกก็จะไปวัดนั้น เพราะนั่นหมายความว่า... 
แกจะมีข้าวกินพออิ่มรอดไปวัน ๆ แน่นอน 
ยามฉันนอน ฉันก็จะระวังตัว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีของมีค่าอะไรติดตัวไป 
โทรศัพท์ก็ไม่ได้พกไป จะมีก็แค่สร้อยทองที่คล้องอยู่กับคอ เส้นก็ไม่ใหญ่นัก 
สตางค์ที่พกไปพอทำบุญ และใช้หนี้สงฆ์ กับซื้อหนังสือของหลวงพ่อกลับบ้าน 
อีกวันถัดมา แกก็มาบอกลา ว่าจะกลับแล้ว จะติดรถไปกับเพื่อนใหม่ ที่แกมารู้จักที่นี่ 
แกเปลี่ยนจากชุดขาว เป็นชุดธรรมดาเรียบร้อย รอติดรถเพื่อนแกจะไปลงแถว ๆ ลาดพร้าว 
คืนวันนั้น ฉันยังเจอแกใส่ชุดขาวอีกครั้ง นอนเอามือก่ายหน้าผากเหมือนเดิน 
ฉันไม่ได้ถาม หรือซักไซร้ไล่เรียงอะไรแก แต่กลับรู้สึกสงสารอย่างบอกไม่ถูก 
พลันคิดต่อตัวเองว่าในใจว่า... 
ทรัพย์สินของฉันเมีเพียงแค่นี้...ฉันก็ยังทำหวงไปได้ ทำให้จิตใจตัวเองกังวลไปเปล่า ๆ 
ดูป้าแกไม่ใช่คนมือไว หรือคน 'ขี้ขอ' เลยสักนิด ฉันไม่เคยเห็นแกขอเงินใครสักคนเลย 
รุ่งเช้า หลังจากทำวัตรเช้า และทานอาหารเช้าเสร็จ 
ฉันจึงนั่งคุยกับป้าใจอย่างเป็นทางการครั้งแรก 
' ป้าเป็นคนที่ไหนเหรอคะ' 
' ป้าเป็นคนเพชรบูรณ์จ้ะ' 
' ป้าไม่มีลูกบ้างเหรอคะ' 
' ป้ามีลูกสามคน สองคนน่ะเป็นผู้ชาย โตกันหมดแล้ว คนเล็กเป็นลูกสาว ป้ายกให้คนขับรถตู้ที่รู้จักกันตั้งแต่แปดขวบ' 
' แล้วทำไมป้าไม่ไปอยู่กับลูกชายล่ะคะ ทำไมป้าต้องมาร่อนเร่อย่างนี้ด้วย' 
ป้าเงียบไปพักหนึ่ง นั่งชันเข่า แล้วกอดเข่าเอาไว้ เหมือนจะหาหลักยึดร่างกายแกเอาไว้ 
กันมันสั่นไหวโยกไปตามแรงสะอื้น ที่แกพยายามปกปิดฉัน ด้วยการหันหน้าไปทางอื่น 
' ป้าไปหามันแล้ว มันไม่ให้ป้าอยู่ด้วย มันบอกว่าเพิ่งโดนไล่ออกจากยามมา ลูกป้าตนนี้มันทำงานไม่ทนร้อก' 
' แปลว่าเค้ากำลังตกงานเหรอคะป้า' 
' มันได้งานใหม่แล้ว เป็นยามอยู่แถวรังสิต แต่มันไม่ให้ป้าอยู่ด้วย เพราะมันเพิ่งทำงาน มันบอกมันไม่มีปัญญาเลี้ยงป้าน่ะ' 
' ดูป้าก็ไม่ใช่คนกินจุซักหน่อยเนาะ แล้วลูกชายป้าอีกคนล่ะ' 
' คนนั้นน่ะ มันทำให้ป้าต้องมาร่อนเร่อยู่อย่างนี้ไงล่ะหนู' 
' อ้าว...ทำไมเหรอคะ' 
' ก็มันน่ะไปหุ้นกะผู้หญิง แล้วผู้หญิงเค้าโกงไปหมดเลย มันก็เลยกลับมาอยู่บ้าน กลับมาก็ไม่ทำอะไรหรอก หาเรื่องทะเลาะกับญาติคนโน้นคนนี้เค้าไปทั่ว ทะเลาะกันจนเค้าตัดไฟบ้านป้าเลย ป้าขอต่อพ่วงไฟจากบ้านเค้ามาน่ะ' 
' ทะเลาะกันรุนแรงเลยสิคะ' 
' ฮื่อ พอเค้าตัดไฟ   ไอ้ลูกป้าก็หนีหายไปอยู่ที่อื่น พอมันไปแล้ว ญาติ ๆ ก็มายืนด่าป้าปาว ๆ ที่หน้าบ้านทุกวัน ว่าเลี้ยงลูกไม่ดี ป้าก็อับอายเค้า แถมมืดลงก็มองอะไรไม่เห็น เพราะเค้าตัดไฟ ป้าก็เลยต้องออกมาร่อนเร่อย่างนี้แหละหนู มันคงเป็นกรรมเวรของป้าเอง ป้าเลี้ยงพวกมันมาตั้งแต่เกิด ไปทำงานก่อสร้างที่ไหน ๆ ก็ต้องหอบกระเตงมันไป ป้ากินอย่างอด ๆ อยาก ๆ เพราะต้องหาให้มันกินจนอิ่มก่อน หาเงินส่งเสียให้พวกมันเรียนจนจบม. 3 พอมันโตทำงานกันได้ ป้าก็ยังต้องอด ๆ อยาก ๆ เหมือนเดิม ไม่รู้นะ ว่าป้าทำกรรมทำเวรอะไรมา' 
ฟังถึงตรงนี้   กลับเป็นฉันเองที่ต้องแอบเบือนหน้าหนีแก เช็ดน้ำตาที่ไหลเป็นทางป้อย ๆ ด้วยความสงสาร 
เออหนอ...โลกนี้ช่างขาดความยุติธรรมเสียจริง ๆ ทีกับฉันที่อยากจะเลี้ยงดูพ่อใจแทบขาด 
สวรรค์ก็แกล้งเอาลมหายใจพ่อของฉันไปดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น 
แต่กับป้าคนนี้ สวรรค์กลับปล่อยให้แกมีลมหายใจอยู่อย่างทุกข์ทน 
ทำไมลูก ๆ ของป้าจึงกลับไม่เหลียวแลเลยสักนิด... 
ทำไมพวกเค้าไม่ยินดีกับ โอกาส ที่ได้...โอกาสที่ฉัน หรือใครอีกหลาย ๆ คนต้องการที่จะได้รับ   
ทำไมพวกเค้าปฏิเสธ โชคดี ที่พวกเค้ากำลังได้รับ...โชคดี ที่ฉัน หรือใครอีกหลาย ๆ คนก็วาดหวัง 
' แล้วป้าจะไปไหนต่อจ๊ะ' 

' จริง ๆ ป้าก็อยากทำงาน แต่ไปที่ไหน ๆ เค้าก็ไม่รับ บอกว่าป้าแก่แล้ว 
พอดีเพื่อนคนเมื่อวานที่ป้าจะกลับด้วยน่ะ เค้าให้ที่อยู่ไว้ ให้ป้าไปสมัครเป็นแม่บ้านที่ปั๊มน้ำมันเพื่อนเค้าน่ะ' 
' ดีจัง แล้วป้าจะไปยังไงล่ะคะ' 
' พอดีเมื่อวาน รถเค้าเต็ม วันนี้สาย ๆ ป้าว่าจะออกไปนั่งรถเมล์ไปกรุงเทพน่ะ' 
' แล้วป้าไปถูกเหรอคะ' 
' ป้าไปมาหมดทั่วประเทศแล้ว ไปไม่ยากร้อก แค่ลาดพร้าว 85 เอง' 
' ฮ่ะ ๆ ป้าเก่งกว่าหนูอีกนะเนี่ย หนูยังไปกรุงเทพไม่ค่อยถูกเลย' 
ป้าแกส่งเสียงหัวเราะตามฉันพร้อมพูดว่า... 
' ถ้าหนูอยากไปไหนบอกป้านะ เดี๋ยวป้าจะพาไป' 
ฉันเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือ จะแปดโมงแล้ว ถึงเวลาปฏิบัติกรรมฐานอีกแล้ว 
ฉันจึงขอตัว ก่อนจากกัน ฉันหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนรูดซิบกระเป๋าใบเล็กที่คล้องคออยู่ ที่แสนจะหวงนักหวงหนาเมื่อคืนก่อน ฉันควักเงินออกมาแล้วยัดใส่มือแก พร้อมพูดว่า 
' หนูช่วยป้าพอค่าเดินทาง กับค่าอาหารได้แค่สองวันนะจ๊ะ' 
ป้าใจแกยกมือท่วมหัว ปากก็พร่ำคำขอบคุณคำอวยพรต่าง ๆ นา 
ฉันมองเห็นใบหน้าป้าที่เปี่ยมสุข...ก่อนฉันหันหลังเดินจากป้าใจมา พร้อมน้ำตาที่เอ่อท่วมท้น... 
เงินเพียงน้อยนิด สร้างสุขให้ป้าได้ขนาดนี้เชียวหรือ 
แล้วป้าเค้าจะได้งานทำหรือเปล่านะ หากไม่ได้งานทำเพราะเหตุผลเดิม ๆ 
ป้าใจแกก็ต้องเดินทางร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ เหมือนเดิม... 
ชีวิตแก จะต้องเดินทางต่อไปอีกยาวไกลแค่ไหนนะ... 
ฉันขอภาวนา ให้ลูก ๆ ของป้าสักคน หยุดการเดินทางของ 'แม่' ของเขาด้วยการเลี้ยงดูด้วยเถอะ 
แกต้องการแค่ที่นอน และอาหารเพียงสามมื้อที่ไม่ต้องซื้อหามาด้วยราคาแพง ๆ ...แค่นั้นเอง 

ยามเด็กแม่อุ้มชู...เลี้ยงดูเจ้า                    แม่ต้องเฝ้ายามเจ้าป่วย ร้องไห้จ้า 
ต้องแบกหาม จนบ่าทรุดเลี้ยงเจ้ามา         ทั้งการศึกษาให้แก่เจ้า...อย่างลำเค็ญ 
แม่เพียงหวังเห็นเจ้าได้เติบใหญ่              พร้อมกับใจรักแม่ ที่ยากเข็น 
ไม่เคยขอสิ่งใดเกินจำเป็น                       เพียงทำเช่นแม่เคยทำ...กับเจ้ามา 
ลูกหลายคนแม่เลี้ยงเจ้ามาได้                  แม่คนเดียวไฉน...จึงปล่อยลำบากหนา 
ต้องเร่ร่อนนอนวัดพลัดถิ่นมา                   กินน้ำตาต่างข้าวไปวัน...วัน 
แลกข้าวแม่แต่ละมื้อ...กับบุหรี่ได้ใหมเล่า   ที่เจ้าเฝ้าเผาพ่นเพลินอย่างสุขสันต์ 
แลกที่ซุกหัวนอนให้แม่...กับน้ำจันท์          ขอแลกมันกับค่าน้ำนมแม่...ได้ใหมเอย 

 เพียงแค่นี้...ทำไมทำให้แม่ตัวเองไม่ได้นะ     ( ถึงกับน้ำตาไหลเลย...คิดถึงแม่จังเลย )

Comment

Comment:

Tweet

angry smile คนเราคิดอะไรกันอยู่ไม่รู้
ทำอ้างนู่นนี่ มีข้ออ้างเอาไว้อ้าง ไปงั้นเองtongue

#1 By PoY on 2008-08-06 20:30